in

โศกนาฏกรรม ‘หมิงตี้’ โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้ในวงล้อมชุมชน

เหตุระเบิดของถังเก็บสารเคมี สไตรีนโมโนเมอร์ (CO) ของบริษัทหมิงตี้เคมีคอล (Ming Dih Chemical) 1 ใน 2 ผู้ผลิตเม็ดโฟม EPS หรือ Expendable Polystyrene รายใหญ่ของประเทศ ตั้งโรงงานอยู่ที่ซอยกิ่งแก้ว 21 ถนนกิ่งแก้ว ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ บนเนื้อที่ 2,068 ตร.ม. เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา นอกจากจะสร้างความสูญเสียต่อชีวิต-ทรัพย์สิน และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่แล้ว เหตุการณ์นี้สะท้อนกระบวนการตรวจสอบสถานที่ตั้งโรงงาน-ความปลอดภัย และกฎหมายควบคุมโรงงานอันตราย เมื่อโรงงานกลายมาเป็นจุดศูนย์กลางของชุมชน

โรงงานประเภท 3

บริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด ในเครือ Ming Dih Group ไต้หวัน ได้เข้ามาจดทะเบียนตั้งบริษัทในเดือนมิถุนายน 2532 ด้วยทุนจดทะเบียน 70 ล้านบาท แจ้งประเภทธุรกิจผลิตเม็ดโฟม กำลังการผลิต 36,000 ตัน/ปี มีผู้ถือหุ้นประกอบไปด้วย บริษัทเอเวอร์แกรนด์ (48.1429%) สัญชาติบริติชเวอร์จิ้น, นายเจิ้นเหวย หง (21.8571%) , นายฉงหาว หง (21.8571%) และนายหมิง อี้ หง (8.1429%) ผลประกอบการปีล่าสุด (2562) กำไรสุทธิ 21,106,167 บาท

จากการตรวจสอบข้อมูลการตั้งโรงงานกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม บริษัทหมิงตี้ฯ ได้ยื่นเรื่องขอตั้งโรงงานในปี 2532 ด้วยเงินลงทุน 23 ล้านบาท เป็นส่วนของอาคารโรงงาน 1,100 ตร.ม. ขนาด 11,498 แรงม้า และได้รับ “ใบอนุญาต” เป็นโรงงานจำพวก 3 ประเภทโรงงานหลัก : 60 (หรือโรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับถลุง ผสมทำให้บริสุทธิ์ หลอม หล่อ รีด ดึง หรือผลิตโลหะในขั้นต้น ซึ่งมิใช่เหล็กหรือเหล็กกล้า Non-ferrous Metal Basic Industries) และประเภทโรงงานรอง : 44 (หรือโรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการผลิตยางเรซินสังเคราะห์ ยางอีลาสโตเมอร์ พลาสติก หรือเส้นใยสังเคราะห์ซึ่งมิใช่ใยแก้ว) เริ่มประกอบกิจการในวันที่ 21 พฤษภาคม 2534

ทั้งนี้ คำจำกัดความของการเป็น โรงงานประเภทที่ 3 ก็คือ โรงงานที่มีแรงม้ารวมของเครื่องจักรมากกว่า 50 แรงม้า และ/หรือมีจำนวนคนงานมากกว่า 50 คน หรือเป็นโรงงานที่มี “มลพิษ” ดังนั้นจะต้องได้รับใบอนุญาตก่อนจึงจะตั้งโรงงานได้ สำหรับหลักเกณฑ์การตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 ได้กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.โรงงาน 2535 ประกอบไปด้วย

1) ห้ามใกล้บ้านจัดสรรเพื่อการพักอาศัยอาคารชุดพักอาศัยและบ้านแถวเพื่อการพักอาศัย 2) ห้ามตั้งภายในระยะ 100 เมตร จากเขตติดต่อสาธารณสถาน ได้แก่ โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษา, วัดหรือศาสนสถาน, โรงพยาบาล, โบราณสถาน และสถานที่ทำการงานของหน่วยงานของรัฐ และให้หมายความรวมถึง แหล่งอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย โดยโรงงานจะต้องตั้งอยู่ในทำเลและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มีบริเวณเพียงพอที่จะประกอบกิจการอุตสาหกรรม ตามขนาดและประเภทหรือชนิดของโรงงาน โดยไม่อาจก่อให้เกิดอันตราย เหตุรำคาญ หรือความเสียหาย ต่อบุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นด้วย

ในกรณีที่โรงงานมี “ภาชนะบรรจุวัตถุอันตราย” เช่น วัตถุไวไฟ วัตถุระเบิด วัตถุเคมี หรือของเหลวอื่นใด ที่อาจทำให้เกิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์ หรือสิ่งแวดล้อม ที่มีขนาดของภาชนะบรรจุตั้งแต่ 25,000 ลิตรขึ้นไป ต้องมั่นคงแข็งแรง เป็นไปตามมาตรฐานที่ยอมรับ โดยมีคำรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม หรือบุคคลอื่นที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา และต้องสร้างเขื่อน หรือกำแพงคอนกรีตโดยรอบ ให้มีขนาดที่สามารถจะกักเก็บปริมาณของวัตถุดังกล่าวได้ทั้งหมด

เว้นแต่กรณีที่มีภาชนะบรรจุมากกว่า 1 ถัง ให้สร้างเขื่อนที่สามารถเก็บกักวัตถุอันตรายนั้น เท่ากับปริมาตรของถังเก็บขนาดใหญ่ที่สุดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของวัตถุที่บรรจุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในกรณีเมื่อเกิดวิบัติแก่ภาชนะดังกล่าว และต้องจัดให้มีวัตถุหรือเคมีภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการระงับ หรือลดความรุนแรงของการแพร่กระจายได้อย่างเหมาะสมและเพียงพอ ในกรณีที่ภาชนะบรรจุนั้นตั้งอยู่ในที่โล่งแจ้ง ต้องมีสายล่อฟ้าให้เป็นไปตามหลักวิชาการและภาชนะบรรจุที่อาจเกิดประจุไฟฟ้าสถิตได้ในตัว ต้องต่อสายดิน

ต่อมาในปี 2551 ได้มีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมให้โรงงานที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ต้องจัดทำ “รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)” โดยล่าสุดได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 27 (2563) ออกตามความใน พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ลงวันที่ 19 มี.ค. 2563 โดยให้โรงงานที่มีสารมลพิษหรือสารเคมีตามที่รัฐมนตรีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไม่ว่าจะเกิดจากการผลิต การครอบครอง หรือการใช้ หรือเกิดขึ้นจากการประกอบกิจการโรงงาน ต้องจัดทำรายงานข้อมูล ดังต่อไปนี้

1) ปริมาณการผลิต การครอบครอง และการใช้สารมลพิษหรือสารเคมี 2) การเคลื่อนย้ายสารมลพิษหรือสารเคมีออกนอกโรงงาน 3) ขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อควบคุมการปลดปล่อยสารมลพิษหรือสารเคมี 4) คุณลักษณะเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง 5) การตรวจสอบประสิทธิภาพระบบป้องกันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ 6) การปลดปล่อยสารมลพิษหรือสารเคมีและการตรวจสอบสภาพแวดล้อม 7) ข้อมูลอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนด

หมิงตี้ฯเกิดก่อนชุมชน

เฉพาะกรณีของบริษัทหมิงตี้เคมีคอล พบว่ามีการขออนุญาตตั้งโรงงานมาตั้งแต่ปี 2532 หรือก่อน พ.ร.บ.โรงงาน ที่ออกในปี 2535 และก่อนการประกาศผังเมืองรวมของจังหวัดสมุทรปราการ ในปี 2544 ที่กำหนดให้พื้นที่บริเวณซอยกิ่งแก้ว และใกล้เคียงป็น “พื้นที่สีม่วง” หรือเขตอุตสาหกรรม แต่แวดล้อมไปด้วย “พื้นที่สีแดง” หรือย่านพาณิชยกรรม ส่งผลให้บริเวณรอบ ๆ โรงงานหมิงตี้ฯเกิดเป็นชุมชนที่พักอาศัยขึ้นมาในภายหลัง โดยไม่มี “เขตพื้นที่สีเขียว” ที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม หรือที่โล่ง เข้ามาคั่นระหว่างตัวโรงงานที่เป็นสถานที่เก็บสารเคมีอันตรายกับชุมชนแต่อย่างใด ดังนั้นเหตุเกิดเหตุการณ์ระเบิดไฟไหม้ในโรงงานจึงกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่

สอดคล้องกับความเห็นของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า โรงงานนี้ตั้งมากว่า 30 ปีแล้ว สมัยนั้นยังไม่มีกฎหมาย EIA แต่ไม่แน่ใจว่าหลังมีกฎหมายแล้ว โรงงานได้มีการทำ EIA เพิ่มเติมหรือไม่ ต้องขอไปหาข้อมูล ประกอบกับไปดูกฎหมายผังเมืองกับกระทรวงมหาดไทย ทราบมาว่า พื้นที่ที่ตั้งของโรงงานอยู่ในพื้นที่สีแดง ที่มีจุดประสงค์หลักเพื่อการพาณิชย์ “หลายคนสงสัยว่า ทำไมโรงงานไปตั้งในชุมชน จึงต้องมาตรวจสอบว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ หรือโซนที่อยู่อาศัย เพราะการที่มีโรงงานกับบ้านพักติดกัน เป็นไปได้ใน 2 กรณี คือ โรงงานตั้งมาก่อนชุมชน หรือที่ชุมชนกระจายไปจนติดโรงงาน คงต้องดูผังเมือง” นายวราวุธกล่าว

ทั้งนี้ หากโรงงานหมิงตี้ฯจะต้องจัดทำรายงาน EIA ก็จะต้องเป็นหลังปี 2551 ตามประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม ให้โรงงานที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน ต้องจัดทำ EIA และหลังจากปี 2563 จึงมีประกาศออกมาให้โรงงานที่มีสารมลพิษหรือสารเคมี จัดทำ “รายงานข้อมูล” ตามที่กำหนด แต่ยังไม่มีคำสั่งใด ๆ ในโรงงานประเภท 44 ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนต้องย้ายโรงงานออกไป

ดังนั้น ในกรณีของโรงงานหมิงตี้ฯ นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า จะเร่งแก้ปัญหาและดำเนินการตามกฎหมายกับโรงงานบริษัทหมิงตี้ฯต่อไป “ตอนนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล และจะสั่งปิดโรงงานโดยเร็วที่สุด”

IRPC เข้มความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า โรงงานที่มีมลพิษ ภาชนะเก็บกักสารเคมีอันตรายหรือสารที่มีมลพิษ ประเภทที่ 44 นอกจากโรงงานของบริษัทหมิงตี้ฯแล้ว ยังมีโรงงานของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ที่ผลิตเม็ดพลาสติกชนิด EPS กำลังผลิต 80,000 ตัน/ปี ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง อีกแห่งหนึ่ง โดยข้อแตกต่างระหว่าง 2 โรงงานนี้ก็คือ โรงงานหมิงตี้ฯ ตั้งอยู่กลางพื้นที่พักอาศัย และถูกชุมชนล้อมรอบ แต่โรงงานของบริษัทไออาร์พีซีอยู่ใน “เขตประกอบการอุตสาหกรรม IRPC” ที่สามารถบริหารจัดการความปลอดภัยและดูแลสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่า

โดยบริษัท ไออาร์พีซี ได้ออกแถลงการณ์ทันที มีโรงงานผลิต EPS ใช้เทคโนโลยีของ Sunpor (Austria) มีการทำรายงาน EIA ในปี 2559 และได้รับมาตรฐานความปลอดภัย ISO 45001 มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ISO 14001 นอกจากนี้ บริษัทยังมีการฝึกอบรมความปลอดภัยและระงับเหตุ มีการซ้อมแผนฉุกเฉินเป็นประจำทั้งภายในโรงงานและชุมชนใกล้เคียงตามแผนอพยพ โดยมีศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉิกที่มีเจ้าหน้าที่ประจำตลอด 24 ชั่วโมง

ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า เป็นบทเรียนในการพยายามผลักดันให้ทุกโรงงานยกระดับมาตรฐาน Green Factory สรุปโดยคร่าว ๆ จะเห็นว่า โรงงานส่วนใหญ่ที่ผ่านมาในอดีตได้พยายามตั้งห่างไกลชุมชน แต่ด้วยความเจริญก็เริ่มมีที่พัก ที่อยู่อาศัยอยู่ใกล้โรงงานมากขึ้น จึงต้องกลับมาดูในเรื่องผังเมือง การขีดเส้นพื้นที่ผังเมือง สิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือ การทำให้โรงงานขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือ SMEs ต้องเข้ามาอยู่ในระบบมาตรฐานของนิคมอุตสาหกรรม เพราะมาตรฐานของนิคมจะห้ามสร้างที่พัก ที่อยู่อาศัยอยู่ใกล้เคียง และจะมีการควบคุมกำกับดูแลด้านสิ่งเเวดล้อมอย่างเข้มงวด

“บทเรียนวันนี้เมื่อหลายโรงงานไม่ได้ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม รัฐบาลต้องกลับมามองมาตรการจูงใจให้โรงงานทุกขนาดสามารถเข้าไปตั้งอยู่ในนิคมให้มีระบบความปลอดภัย กรณีโรงงานนี้มองว่า ถ้าได้รับการลดหย่อนภาษีที่ดิน ลดหย่อนค่าธรรมเนียม และภาษีเงินได้จากการขายที่ดินแปลงนั้น ก็สามารถจูงใจให้โรงงานเหล่านี้ย้ายเข้าไปอยู่ในนิคมได้ จะสามารถช่วยให้จัดระเบียบโรงงานได้มากขึ้น เพราะหลายโรงงานไม่อยากย้าย เนื่องจากราคาแพง อาทิ มาตรการด้านภาษีเพื่อดึงดูดให้ทุกโรงงานยกระดับมาตรฐาน Green Factory ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 6,000 โรงงาน แต่มาตรฐาน Eco อยู่ในระดับมาตรฐานขั้นสูงมาก มีอยู่แค่ 300 โรงงานเท่านั้น” นายสุพันธุ์กล่าว

โรงกลั่นบางจากเตรียมแผนเซฟชุมชน

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวทางการวางมาตรการเพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นกับโรงงาน ซึ่งอยู่ในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงกับแหล่งชุมชนว่า ในส่วนของโรงกลั่นบางจากอยู่ใกล้แหล่งชุมชน ทางบริษัทให้ความสำคัญต่อการวางมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างมาก โดยในแต่ละปีมีการฝึกอบรมพนักงานและซักซ้อม เพื่อเตรียมรับมือเหตุฉุกเฉิน ปีละ 130-140 ครั้ง หรือเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ตามมาตรฐานสากล

“ส่วนในกรณีที่มีการมองว่าโรงงานควรย้ายออกจากชุมชน นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลา อีกมุมหนึ่งโรงงานเข้ามาตั้งในพื้นที่นี้ก่อนที่จะมีการขยายชุมชนตามมา ซึ่งต้องยอมรับว่าการขยายชุมชนเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความสะดวกกับการใช้ชีวิตและการเดินทางของพนักงานด้วย”

อ่านข่าวต้นฉบับ: โศกนาฏกรรม ‘หมิงตี้’ โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้ในวงล้อมชุมชน


c882cbb084ca4a2798df2032cf33a0e3 - โศกนาฏกรรม ‘หมิงตี้’ โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้ในวงล้อมชุมชน


ที่มาของข่าว

#comeoninc #cmon #cmoninth

Join our list

Subscribe to our mailing list and get interesting stuff and updates to your email inbox.

Thank you for subscribing.

Something went wrong.

Powered by Best Social Sharing Plugin for WordPress Easy Social Shre Buttons

210625111821 china vaccine sinovac sinopharm coronavirus covid 19 efficacy culver pkg intl hnk vpx 00021920 super tease 150x150 - บันทึกช่วยจำที่รั่วไหลของประเทศไทยทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac Covid-19 ของจีน

บันทึกช่วยจำที่รั่วไหลของประเทศไทยทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac Covid-19 ของจีน

200820140321 amanpour lukashenko super tease 150x150 - อเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก - ข่าวต่างประเทศ สำนักข่าว CNN News ซีเอ็นเอ็น

อเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก – ข่าวต่างประเทศ สำนักข่าว CNN News ซีเอ็นเอ็น