in

แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับ 13 นำไทยกลับสู่ภาวะปกติก่อนโควิด-19

คณิศ แสงสุพรรณ / ดอน นาครทรรพ / พิสิทธิ์ พัวพันธ์

EEC Macroeconomic Forum ได้จัดสัมมนาประมาณการเศรษฐกิจระยะสั้นและภาพเศรษฐกิจไทยใน 5 ปีข้างหน้าในต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ โดย นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กล่าวว่า การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 นั้นไม่ได้สร้างการสั่นสะเทือนเพียงแต่ระบบสาธารณสุข แต่สะเทือนไปถึงระบบเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก

ขณะที่ประเทศไทยเองนักวิชาการเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ได้ร่วมหารือแนวทางเตรียมความพร้อมในการจัดทำ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ 13 (พ.ศ. 2566-2570)” เพื่อผลักดันเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติก่อนโควิด-19 แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้า

“เรื่องสำคัญที่จะเกิดขึ้นภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 เราจะเห็นภาพ 5 ปีข้างหน้าที่จะเหมือนแผนเดิมไม่ได้ ต้องทำนโยบายการเงินและทำภาคแมโครให้ดี เพื่อให้ GDP ไทยโตให้ได้ 4-5% นั่นคือ การเพิ่มผลิตภาพการผลิตรวม (productivity) ในเรื่องแรงงาน รัฐต้องเร่งผลิตคนให้ตรงความต้องการพร้อมรับการลงทุนหลังโควิด-19 ต้องสร้างระบบ automation

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน สร้างฐานความรู้ใหม่ให้แรงงาน การนำบุคลากรจากต่างประเทศมาเพิ่มกำลังคน ส่วนด้านทุน ต้องเร่งผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมาย คง 12 S-curve ให้ไปต่อ การลงทุนภาครัฐระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่ต้องมารองรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่”

ดังนั้น ปัจจัยหลักในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 จะมีทั้งเรื่องการปรับสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล การขนส่งสมัยใหม่เชื่อมโยง CLMVT และอาเซียน ความเท่าเทียมกันระหว่างเมืองกับชนบท การปรับโครงสร้างภาคเกษตร/ธุรกิจชุมชน การทำเขตพัฒนาพิเศษอีสานเข้าสู่ลาว และจีน

100 ล้านโดส GDP โต 4.7%

ด้าน นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเสถียรภาพระบบการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ประมาณการเศรษฐกิจไทย ปี 2564-2565 ไว้ว่า กรอบการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะอยู่ระหว่าง 1.0-2.0% และปี 2565 จะขยายตัวระหว่าง 1.1-4.7% เพราะการระบาดของโควิดระลอก 3 ได้เปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ “ทำให้การฟื้นตัวล่าช้าออกไปและไม่เท่ากัน” อย่างอุตสาหกรรมยังคงไปได้ดี

เพราะเศรษฐกิจโลกแข็งแกร่งเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญทำให้การส่งออกสูงกว่าปี 2561 จึงส่งผลดีต่อตลาดแรงงาน แต่เกิดขึ้นในวงจำกัด แต่ก็ยังคงมีความเปราะบางเพราะมีการจ้างน้อยลง ไตรมาส 1/64 จึงมีผู้ว่างงานจำนวน 770,000 คน ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำเพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทยจะขึ้นอยู่กับการผนึกกำลังของ 4 นโยบาย คือ

1) นโยบายการจัดหาและการกระจายวัคซีน เช่น การเร่งฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ หากรัฐสามารถจัดหาและกระจายวัคซีนได้ 100 ล้านโดส ในปี 2564 ตามแผน ก็จะเป็นเงื่อนไขสำคัญของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุดที่จะเกิดขึ้นภายในไตรมาส 1/2565 หรือ GDP โตได้ 4.7% หากทำไม่ได้ เศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวได้ช้าสุดช่วงไตรมาส 4/2565 และ GDP จะโตเพียง 1.1%

2) นโยบายการคลัง เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการทางภาษี บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค

3) นโยบายการเงิน เช่น อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เหลือเพียง 0.5

และ 4) นโยบายการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านสถาบันการเงิน เช่น มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย พักชำระหนี้ ปรับปรุงโครงสร้างหนี้

การระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากภาครัฐอาจมีมาตรการบรรเทาค่าครองชีพเพิ่มเติม ประกอบกับแรงกดดันอุปสงค์ที่อยู่ในระดับต่ำตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ในขณะเดียวกันกลับซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่เลวร้ายอยู่แล้ว ปัจจุบันอยู่ที่ 14 ล้านล้านบาท

ดึงสภาพคล่องจากแบงก์สู่ธุรกิจ

นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวถึงมาตรการเยียวยาและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2563-2564 และความยั่งยืนทางการคลังของไทยว่า ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ระลอก 3 รัฐบาลใช้วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท จาก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 1 ล้านล้านบาท, พ.ร.ก.ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยออกซอฟต์โลนเพื่อดูแลภาคธุรกิจ และ SMEs 500,000 ล้านบาท, พ.ร.ก.ดูแลเสถียรภาพภาคการเงิน 400,000 ล้านบาท โดย พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 1 ล้านล้านบาทนั้น

ทั้งหมดนำมาใช้เพื่อออกมาตรการบรรเทาและฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่าน 8 โครงการสำคัญ อาทิ เราไม่ทิ้งกัน-คนละครึ่ง-เราชนะ-ช้อปดีมีคืน-เพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ-ม33เรารักกัน เป็นต้น โดยรัฐบาลใช้ไป 650,000 ล้านบาท เหลือ 350,000 ล้านบาท ที่จะนำมาใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจต่ออีก ซึ่งจะพยุงเศรษฐกิจไปได้ต่อจนถึงสิ้นปี 2565 ด้วยการขยายระยะเวลาและเพิ่มวงเงินในบางมาตรการ อย่างโครงการคนละครึ่งเฟส 3 ยิ่งใช้ยิ่งได้ เพิ่มกำลังซื้อให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเฟส 3

ขณะเดียวกันทางด้านการคลัง ในส่วนหนี้สาธารณะของไทย ณ สิ้นเดือนมีนาคมอยู่ที่ระดับ 54.3% ต่อ GDP ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์กรอบวินัยการเงินการคลังที่ไม่เกิน 60% ส่วนใหญ่เป็นการกู้เงินในรูปแบบเงินบาท “ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติ” โดยการกู้เงินเพิ่ม 700,000 ล้านบาทนั้น อาจส่งผลต่อหนี้สาธารณะขั้นต้น (gross debt) เกินกว่า 60% ต่อ GDP เล็กน้อย

แต่จะไม่กระทบต่อความยั่งยืนของการคลังในระยะปานกลาง โดยประเทศไทยยัง “จำเป็นต้องมีหนี้สาธารณะระดับไม่น้อยกว่า 30% ต่อ GDP เพื่อรักษาสภาพคล่องในตลาดพันธบัตร (bond) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศและสร้างเสถียรภาพด้านการเงิน” นายพิสิทธิ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ระบบธนาคารพาณิชย์ยังมี “สภาพคล่องส่วนเกินเป็นจำนวนมาก” ณ ม.ค. 2564 การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ประมาณ 5 ล้านล้านบาท แม้ว่าสินเชื่อธุรกิจขยายตัวชะลอลงในไตรมาสที่ 1/2564 แต่มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯจะช่วยให้ SMEs ได้รับสินเชื่อมากขึ้น

“ประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องของระดับอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอยู่ในระดับต่ำแล้ว แต่โจทย์สำคัญก็คือ การกระจายสภาพคล่องในระบบธนาคารที่มีอยู่มากให้ไปสู่ธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการระบาดระลอกใหม่ให้ทั่วถึง ดังนั้น จึงควรใช้มาตรการด้านการเงินและสินเชื่อควบคู่กับกลไกการค้าประกันสินเชื่อ รวมทั้งเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้”

เพิ่มลงทุน 6 แสนล้าน

ขณะที่ นายสุวิทย์ สรรพวิทยศิริ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า ไทยไม่มีปัญหาทางการเงินจนวันที่โควิด-19 เข้ามารอบนี้ ทำให้รายได้ของประเทศหายไปถึง 2.2 ล้านล้านบาท การทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ต้องการให้เศรษฐกิจไทย GDP ขยายตัวจาก 2.5% เป็น 4.5% ให้ได้นั้น

จำเป็นต้องเกิดการลงทุนเพิ่มปีละ 600,000 ล้านบาท ภายใต้ข้อจำกัดที่ว่า รัฐไม่สามารถก่อหนี้เพิ่มได้อีก จึงจำเป็นต้องพิจารณาแหล่งเงินอื่น คือ สภาพคล่องส่วนเกินที่มีในระบบ/เงินออมที่เหลือประมาณ 200,000 ล้านบาท การดึงเงินลงทุนจากภาคเอกชนและต่างประเทศ (FDI) ฟื้นการท่องเที่ยว เงินผ่านตลาดทุนอีก 400,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกันต้องยึด model EEC สร้างพื้นที่พิเศษ เพิ่มการลงทุนรัฐและเอกชน (PPP) ปลดล็อกกลไกรัฐและสร้างศักยภาพพื้นที่ ดึงเงินออมจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่และต่างประเทศมาลงทุนในพื้นที่ สร้างเมืองใหม่มีประชากรในเขตเมืองจะเป็นการสร้างเศรษฐกิจเมืองรองขึ้นมาด้วย


c882cbb084ca4a2798df2032cf33a0e3 - แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับ 13 นำไทยกลับสู่ภาวะปกติก่อนโควิด-19


ที่มาของข่าว

#comeoninc #cmon #cmoninth

Join our list

Subscribe to our mailing list and get interesting stuff and updates to your email inbox.

Thank you for subscribing.

Something went wrong.

Powered by Best Social Sharing Plugin for WordPress Easy Social Shre Buttons

150x150 - ราชกิจจาฯ เผยแพร่ ประกาศราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เรื่องการให้บริการทางการแพทย์ ในสถานการณ์โควิด

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ ประกาศราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เรื่องการให้บริการทางการแพทย์ ในสถานการณ์โควิด

“จุรินทร์” เสนอเร่งฉีดวัคซีนคนพิการ 8 แสนคนทั่วประเทศ